หลักการทำงานของ Flow meter แต่ละประเภท

หลักการทำงานของ Flow meter แต่ละประเภท

         เครื่องวัดอัตราการไหล หรือ ที่เราเรียกว่า flow meter คืออุปกรณ์ที่ใช้วัดปริมาณหรืออัตราการไหลของของไหล (ทั้งของเหลวและก๊าซ) ที่ผ่านตัวเครื่องในหน่วยเวลาหรือปริมาตรหรือมวล เช่น ลิตรต่อวินาที (L/s), ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง (m³/h) หรือกิโลกรัมต่อชั่วโมง (kg/h)  เป็นต้น ซึ่ง หลักการทำงาน flow meter จะแตกต่างกันไปตามชนิด และลักษณะการใช้งาน เช่น

  • วัดจากความดันที่เปลี่ยนแปลง (Differential Pressure) : ใช้การติดตั้งอุปกรณ์กีดขวางความดัน แล้วคำนวณอัตราการไหลจากความต่างของความดันทั้งสองฝั่ง
  • วัดจากปริมาตรคงที่ (Positive Displacement) : เก็บและปล่อยของไหลทีละหน่วยปริมาตรที่ทราบขนาดชัดเจน จึงได้ค่าที่แม่นยำ
  • วัดจากความเร็ว (Velocity) : เช่น Turbine, Ultrasonic, Electromagnrtic วัดความเร็วของของไหลแล้วเปลี่ยนเป็นอัตราการไหล (Flow rate)

โดยทั่วไปจะเลือกใช้ชนิดที่เหมาะสมกับลักษณะของไหล (สะอาด มีตะกอน นำไฟฟ้าฯลฯ)  ความแม่นยำที่ต้องการ และสภาพแวดล้อมในการติดตั้ง เช่น งานอุตสาหกรรมเคมี ระบบประปา งานบำบัดน้ำเสีย หรือกระบวนการผลิตก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น

เครื่องวัดการไหล (Flow Meter) มีกี่ประเภท

  หากนับตาม หลักการทำงาน flow meter มี 7 กลุ่มหลัก แต่ละกลุ่มมีชนิดย่อยอีกหลายแบบ ให้เลือกตามลักษณะของไหล ความแม่นยำที่ต้องการ ต้นทุน และสภาวะแวดล้อมที่ติดตั้งครับ ในบทความนี้จะพูดสรุปถึง flow meter ทั้ง 7 กลุ่มโดยสรุป รวมทั้งข้อดีและข้อเสีย เพื่อที่คุณจะได้นำไปใช้งานได้อย่างถูกต้อง

1.Diffrential Pressure

เครื่องวัดการไหลชนิดนี้ทำงานด้วยหลักการ Bernouli โดยความดันของของไหลจะลดลงเมื่อความเร็วของไหลเพิ่มขึ้น   การติดตั้ง orifice plate หรือ venturi tube ไว้ในเส้นทางการไหลของของเหลว ทำให้เกิดความแตกต่างของความดันระหว่างด้านหน้าและหลังอุปกรณ์ เมื่ความดันต่างกัน อัตราการไหลจะคำนวณจากการวัดค่าความดันทั้งสองฝั่ง

ข้อดี

  • ใช้งานได้ดีกับของเหลว ก๊าซ และไอน้ำ
  • มีความเชื่อถือสูงและใช้ได้ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย

ข้อเสีย 

  • การวัดอาจมีความคลาดเคลื่อนในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความดัน
  • ต้องการการบำรุงรักษาเพื่อป้องกันการสะสมของสิ่งสกปรกในอุปกรณ์

2.Positive Displacement

เครื่องวัดการไหลชนิดนี้จะจับปริมาตรของของเหลวที่ไหลผ่านอุปกรณ์ในช่วงเวลาหนึ่ง โดยใช้กลไกลเชิงบวก เช่น ลูกสูบ หมุนรอบ หรือ เฟือง (Rotary Piston, Gear Meter) แต่ละรอบของการหมุนหรือการเคลื่อนที่ของส่วนประกอบภายในจะเท่ากับปริมาตรที่แน่นอน ดังนั้น จำนวนรอบจะบ่งบอกถึงปริมาตรของของเหลวที่ไหลผ่าน

ข้อดี

  • ความแม่นยำสูงโดยเฉพาะกับของเหลวที่มีความหนืด ไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของการไหล

ข้อเสีย

  • มีส่วนเคลื่อนไหวที่อาจสึกหรอ ทำให้ต้องมีการบำรุงรักษาเป็นประจำ
  • ไม่เหมาะกับของเหลวที่มีสิ่งสกปรกหรือนุภาคปนเปื้อนภายใน

3.Turbine

หลักการทำงาน flow meter ประเภทนี้ คือ ใช้ใบพัดหมุนที่ถูกติดตั้งภายในท่อ ใบพัดนี้จะหมุนตามอัตราการไหลของของเหลว ซึ่งทุกการหมุนจะถูกแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าผ่านเซ็นเซอร์ ความเร็วในการหมุนจะสัมพันธ์กับอัตราการไหล โดยเซ็นเซอรืจะนับจำนวนรอบที่ใบพัดหมุนและคำนวณออกมาเป็นอัตราการไหล

ข้อดี

  • เหมาะสำหรับของเหลวที่สะอาดและปราศจากของแข็ง มีการตอบสนองรวดเร็วและแม่นยำ

ข้อเสีย

  • ความแม่นยำลดลงเมื่อมีสิ่งสกปรกเจือปนในของเหลว
  • ใบพัดอาจมีความสึกหรอหากใช้งานในของเหลลวที่มีความหนืดต่ำหรือสิ่งสปรกปนเปื้อน

4.Ultrasonic

     หลักการคือใช้คลื่นเสียงอัลตร้าโซนิกที่ส่งผ่านของเหลวหรือก๊าซ เพื่อวัดอัตราการไหล มีสองเทคโนโลยีหลักที่ใช้ คือ Transit-time โดยวัดเวลาที่คลื่นเสียงใช้ในการเดินทางจากตัวส่งไปยังตัวรับ การเปลี่ยนแปลงของเววลานี้จะบ่งบอกถงอัตราการไหล ส่วนอีกหลักการคือ Doppler Effect  ซึ่งวัดการเปลี่ยนของความถี่คลื่นเสียงสะท้อนจากอานุภาคหรือฟองอากาศในของเหลว การเปลี่ยนแปลงนี้จะสัมพันธ์

ข้อดี

  • ไม่มีส่วนเคลื่อนไหว ลดความเสี่ยงต่อการสึกหรอ
  • สามารถวัดอัตราการไหลได้ของเหลวที่เป็นสื่อนำไฟฟ้าและไม่นำไฟฟ้า

ข้อเสีย

  • ความแม่นยำขึ้นอยู่กับสภาพของเหลว หากของเหลวมีอนุภาคมากอาจทำให้ค่าที่วัดได้มีความคลาดเคลื่อน
  • ราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเภทอื่นๆ

5.Electromagnetic

       ใช้หลักการของฟาราเดย์ (Faraday’s Law) ซึ่งกล่าวว่าการไหลของของเหลวที่เป็นสื่อนำไฟฟ้าผ่านสนามแม่เหล็กไฟฟ้าจะสร้างแรงเคลื่อนไฟฟ้า(Voltage) ซึ่งสามารถวัดได้ที่อิเล็กโทรดที่ติดตั้งอยู่ทั้งสองข้างของเซ็นเซอร์ ซึ่งจะสัมพันธ์กับอัตราไหลของของเหลว

อ่านบทความเกี่ยวกับ Electromagnetic Flow meter 

ข้อดี

  • ไม่มีส่วนเคลื่อนไหวภายในท่อ ลดความเสี่ยงต่อการสึกหรอ
  • เหมาะสำหรับของเหลวที่เป็นกรดหรือด่าง และสามารถวัดการไหลของของเหลวที่มีสภาวะการไหลไม่สมบูรณ์

ข้อเสีย

  • ใช้ได้กับของเหลวที่เป็นสื่อนำไฟฟ้าเท่านั้น
  • การติดตั้งและระบบบำรุงรักษาอาจซับซ้อนกว่าชนิดอื่น

6. Coriolis

       อาศัยหลักการของแรง Coriolis ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อของเหลวหรือก๊าซเคลื่อนที่ผ่านท่อที่มีแรงสั่นสะเทือน แรง coriolis จะทำให้การบิดเบือนในท่อสั่นนั้น การบิดเบือนนี้จะถูกวัดและคำนวณเป็นอัตราการไหล

ข้อดี 

  • มีความแม่นยำสูงมาก สามารถวัดได้ทั้งอัตราการไหลและความหนาแน่นของของเหลว
  • ใช้งานได้กับของเหลวหลากหลายชนิด ทั้งหนืดและไม่หนืด

ข้อเสีย

  • ราคาแพงเมื่อเทียบกับ flow meter ชนิดอื่น
  • การติดตั้งต้องการความแม่นยำและการจัดการที่ดี เพื่อป้องการเสียหายของอุปกรณ์

7.Vortex

         อาศัยหลักการกระแสน้ำวน (Vortex) เมื่อของเหลวหรือก๊าซไหลผ่านสิ่งกีดขวาง เช่น bluff body ในท่อ การเกิดกระแสน้ำวนนี้จะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนโดยสัมพันธ์กับอัตราการไหลโดยจะมีเซ็นเซอร์ที่ใช้ความถี่ของการสั่นสะเทือน

ข้อดี

  • ไม่มีส่วนเคลื่อนไหว ทำให้การบำรุงรักษาน้อย
  • สามารถใช้ได้กับ ของเหลว ก๊าซ และ ไอน้ำ ในอุณหภูมิที่สูง

ข้อเสีย 

  • ความแม่นยำอาจลดลงในกรณีที่มีการไหลมีความไม่เสถียรหรือมีอัตราการไหลต่ำ
  • การติดตั้งมีความเหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนในกรณีที่การไหลมีความไม่เสถียร

ติดต่อขอรายละเอียดหรือสนใจสินค้า

  • Line : @intech2000
  • Email : intech@intech2000.com
  • Tel : 02-440-1853

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to Top